วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เยาวชนรุ่นใหม่กับภัยของวัฒนธรรมหน้าจอ


       http://variety.thaiza.com
                       
           การเปลี่ยนพฤติกรรมจากการอ่านหนังสือสิ่งพิมพ์ธรรมดาไปเป็นการรับข่าวสารผ่านแท็บเล็ต อีกทั้งการเปิดเครื่องมือค้นหา และใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการทำการบ้าน (หาข้อมูลใน Google) พูดคุยกับเพื่อนและคนอื่นๆ ทำให้คนทั่วโลกดูกิจวัตรของเรา “ใช่ค่ะ โลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนไปเยอะมากจนลืมไปว่าเราอยู่กันแบบเดิมอย่างไร”
            เด็กอายุ 3-5 ขวบ สามารถทำความเข้าใจ iPad ได้รวดเร็ว และดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่กำราบอาการงอแงของพวกเขาซะอยู่หมัด  วัยรุ่นใช้เวลาในการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ และทำกิจกรรมกับมันชั่วโมงละไม่ต่ำกว่า 8-10 ครั้ง  แล้วลองคิดดูว่าในหนึ่งวันจะกี่ครั้ง

http://thumbsup.in.th/2011/04/interest-in-apple-iphone-reach-record-high-among-teens/


วัฒนธรรมหน้าจอกำลังเกิดขึ้น
            หากสังเกตวัยรุ่นทุกวันนี้ จะพบว่า พวกเขาใช้เวลาคลุกคลีกับคอมพิวเตอร์มากกว่าหนังสือ และใช้เวลากับการออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง บน iPad  รวมไปถึงสมาร์ทโฟน  สมาธิของพวกเขามักจะจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่ละสายตาไปจากมัน  เรากำลังก้าวสู่ยุคของวัฒนธรรมใหม่ที่เรียกว่า วัฒนธรรมหน้าจอ (Teenagers to Screenagers)
           จากการสังเกตพฤติกรรมพ่อแม่ในยุคดิจิตอลที่เลี้ยงลูกหลายๆ ครอบครัวในประเทศไทย เห็นความผิดแปลกธรรมเนียมและดำเนินมาอย่างไม่สู้ดีนัก เมื่อคนเป็นพ่อและแม่ในสมัยนี้คิด ที่จะลดภาระการเอาใจใส่บุตรหลานโดยการนำ iPad มาเป็นอุปกรณ์ตัวช่วย   เมื่อใดที่ลูกของตนเริ่มงอแง การดูแลเอาใจใส่จากเดิมหายไป กลับหยิบเอา iPad ให้ลูก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจดจ่อกับสิ่งอื่นแทน
http://ideaclever.blogspot.com/2010/08/google-ssl.html
คำตอบมากมายมีอยู่ในอินเทอร์เน็ต แต่คำถามดีๆ ที่เหมาะกับเด็กนั้นจะหายไป
            วัฒนธรรมหน้าจอที่ยกขึ้นมา ทำให้เด็กอยู่กับการตอบสนองที่รวดเร็วของเทคโนโลยี จนลืมว่าการรับรู้ของเด็กที่โตมากับเทคโนโลยีจะได้อิทธิพลของความต้องการตอบสนองแบบทันทีทันใด มากกว่าจะเก็บข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนค่อยเป็นค่อยไป
            การคลุกคลีกับเทคโนโลยีในวัยเด็กมีผลต่อภาวะทางความคิดของวัยที่เริ่มเติบโต หากสังเกตวัยรุ่นมัธยมปลาย หรือระดับที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย จะพบว่ากลุ่มดังกล่าวพกโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนเกือบทุกคน แทบจะไม่มีโอกาสได้ปิดเครื่องโทรศัพท์ได้นานเกินฟังก์ชั่นการ Restart เครื่อง หากจะหยุดได้นานที่สุดคือ 1-2 ชั่วโมง คือ ในช่วงเวลาที่ทานข้าวและอยู่ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น  นั่นก็แปลว่า หากเยาวชนในยุคดิจิตอลต้องการคำตอบ หรือข้อมูลในตอนไหน พวกเขาต้องได้ในตอนนั้น พวกเขาไม่ต้องการเสียเวลาเพียงไม่กี่นาทีในการรอข้อมูลในหน้ากระดาษ ที่ต้องอาศัยทักษะในการค้นหาและเปิดอ่านเนื้อหาที่อยู่ในรูปแบบดิจิตอล มีฟังก์ชั่นการค้นหาที่รวดเร็ว ตอบโจทย์ภาวะความต้องการของพวกเขาได้มากกว่า รูปภาพ และวิดีโอ สามารถสื่อความเข้าใจได้รวดเร็วมากกว่าตัวอักษร และตัวหนังสือ
           
โลกดิจิตอลสร้างความคุ้นเคย และทำให้ภาวะที่ต้องอาศัยการรอคอย เช่น การเข้าคิว และการอ่านหนังสือแล้วคิดตามไม่ทันใจ พวกเขาเสพติดการเชื่อมต่ออย่าง การดูวิดีโอ และบทความ ผ่านการแบ่งปันของเพื่อนที่อยู่บนเครือข่ายมากกว่าจะออกไปค้นหาข้อมูล แล้วมาแบ่งปันซะเอง  ที่สำคัญ หลายอย่างที่พวกเขาไม่เข้าใจ สามารถหาคำตอบนั้นใน Google โดยไม่ได้คิดวิเคราะห์ถึงที่มาที่ไปอย่างถ่องแท้ อีกทั้งข้อมูลใน Google มีทั้งที่เหมาะสมกับเด็กและไม่เหมาะสมอยู่มากมาย  หากจะใช้ฟังก์ชั่นพื้นฐานของระบบในการล็อก หรือปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลไม่เหมาะสมเหล่านั้นคงไม่เพียงพอ อย่าลืมว่าพวกเขาทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีได้ไวและอาจจะมากกว่าผู้ใหญ่ซะด้วยซ้ำ

อย่าให้ Google และ Facebook เป็นพ่อแม่บุญธรรม และอย่าให้แท็บเล็ตเป็นเพื่อนของพวกเขา

            เทคโนโลยีกำลังบีบให้สมาธิของเยาวชนแคบลง คุณภาพของความคิด คำถาม และการตัดสินใจกำลังลดน้อยลง ทั้งเรื่องของปริมาณคำถามที่แทบจะไม่มีอะไรให้คนเป็นพ่อและแม่รุ่นใหม่ ได้ตอบคำถามของเด็กๆ  
  ความสำคัญของโลกแห่งความเป็นจริงที่ออกห่างจากดิจิตอลยังคงมีอยู่ เราคือฝ่ายที่ต้องเรียกสิ่งเก่าที่ปลูกฝังเราอย่างหนังสือ คำถาม การเรียนรู้ การพัฒนา กลับมาสู่เยาวชนรุ่นต่อไป
           
การอ่านจากหน้าแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน อาจจะตอบโจทย์ในเรื่องของความรวดเร็วและการตอบสนอง แต่บางครั้ง หนังสือแบบเก่าอาจจะตอบโจทย์ในเรื่องของสมาธิ ภาวะในการคิด และความเข้าใจ

บทสรุป  
ฐานะของผู้ใหญ่รวมทั้งครูในยุคนี้ ควรจะต้องมีการทำความเข้าใจกับเยาวชนที่เราต้องดูแล คอยชี้แนะ  ให้คำปรึกษา  ให้ความสนใจกับเรื่องต่างๆ กับเยาวชนมากขึ้น  มากกว่าจะให้เทคโนโลยีชี้นำพวกเขาไปแทบทุกเรื่อง ลดความเกินพอดีของกิจกรรมบนโลกอินเทอร์เน็ตของพวกเขาให้น้อยลง   และในฐานะนักการศึกษามีความเห็นว่า วัฒนธรรมหน้าจอนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม  คือ สามารถพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในการรับรู้ได้เร็วขึ้น อยู่ที่ไหนก็สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้  สามารถหาข้อมูล  ข่าวสารต่างๆได้  แต่อีกด้านหนึ่งของดาบคือ  เทคโนโลยีกำลังแย่งความรักไปจากมนุษย์ และยังมีผลทำให้สมาธิและอารมณ์ของเด็กสั้น  ขาดการคิดวิเคราะห์อีกด้วย
“อย่าปล่อยให้เยาวชนในยุคนี้สูญเสียความคิด ความอดทนต่อสิ่งเร้า และการแก้ปัญหา จากการเลี้ยงดูที่ผิดวิธี  แต่คำตอบที่ดี ที่เราจะตอบพวกเขาเราจะหาจากไหนดีล่ะ... เปิด Google ก่อนดีกว่า 


วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


ถ้าจะย้อนคิดถึงห้องเรียนแบบเก่า  โดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นห้องที่ประกอบด้วยโต๊ะเรียน  เก้าอี้ที่เรียงเป็นแถว  การเรียนการสอนก็จะมีครูยืนอยู่หน้าชั้นเรียนและมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้หรือเนื้อหาต่างๆให้กับผู้เรียน  ในขณะที่ผู้เรียนก็นั่งฟัง  ตามแนวความคิดนี้ครูผู้สอนจะเป็นผู้ที่ดำเนินการกำกับควบคุมการวางแผนในการดำเนินการจัดการเรียนการสอนรวมถึงการประเมินผล  ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการสอนที่ผู้เรียนจะสามารถรับข้อมูลได้ไม่ดีมากนัก  และในบางครั้งอาจเป็นการเรียนโดยวิธี   "เน้นทักษะการจดจำ"  หรือท่องจำอย่างเดียวเท่านั้น

ในปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์เราอย่างมาก และจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้น    การศึกษาจึงต้องเป็นพลวัตรนั่นคือ  ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันและสอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของชาติและสังคมโลกอยู่ตลอดเวลาซึ่งสภาพสังคมที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ บุคคลที่จะอยู่รอดในสังคมอย่างมีความสุขจะต้องเป็นผู้มีประสิทธิภาพของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์   ต้องรู้จักคิด รู้จักทำเป็น  รู้จักแก้ปัญหาได้และปฏิบัติในวิถีทางที่ถูกต้องเหมาะสม  จึงจำเป็นต้องให้การศึกษาที่มีคุณภาพโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ เทคโนโลยีและสารสนเทศต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ 
 
 http://enggwarissara.blogspot.com/

 ในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)         มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมและการศึกษา ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ในที่นี้จะ กล่าวถึงผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ เฉพาะที่มีต่อระบบการศึกษา ทั้งในและนอกระบบ    ดังจะเห็นได้จากความรวดเร็วในการติดต่อ  สื่อสารตลอดจนความสามารถที่เข้าถึงข้อมูล ข่าวสารโดย เฉพาะการขยายตัวของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นระบบ ซึ่งเป็นระบบซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่อาศัยระบบดิจิตอล  ซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่มีข้อจำกัดได้ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ของครูและนักเรียน ตลอดจนระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนและการศึกษากับการรู้จักใช้ทรัพยากรด้านการศึกษาและเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาสังคม    ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีผลต่อระบบการศึกษาและวิธีการเรียนการสอนในอนาคตทำให้เกิดแนวทางใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการศึกษารูปแบบเดิมดังนี้ 

ผลกระทบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อวิธีการเรียนการสอน

ผู้เรียนจะเรียนเมื่อต้องการเรียนเท่านั้น กล่าวคือ ผู้เรียนสามารถเลือกวิชา เวลา สถานที่ ได้ตามความสนใจโดยไม่ต้องมีตารางเรียน ไม่จำเป็นต้องเข้าชั้นเรียนและสามารถเลือกศึกษาตามเรื่องที่ตนอยากรู้ ซึ่งอาจเลือกเรียนรู้ด้วยตนเองเพียงลำพัง หรือเรียนรู้พร้อม ๆ กับผู้อื่นที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันก็ได้

การเรียนรู้จะเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง จากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ทั่วโลกโดยไม่มีขีดจำกัด กล่าวคือ ผู้เรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยระบบออนไลน์ทั่วโลก  เช่น สามารถเรียนรู้ได้จากเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  เป็นต้น
             การเรียนรู้จะเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต กล่าวคือ รูปแบบการเรียนรู้ และเป้าหมายของการศึกษาได้เปลี่ยนไปจากเดิมเช่น ผู้เรียนเคยมุ่งหวังปริญญาบัตรจากการเรียนเพียงเพื่อเป็นใบรับรองวุฒิในการ ทำงาน เพื่อประกอบอาชีพตามที่ตนต้องการเท่านั้น แต่แนวโน้มในปัจจุบันและอนาคต ผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาและมีอาชีพแล้วยังสามารถเรียนรู้ศึกษาเพิ่มเติมใน สาขาที่สัมพันธ์กับหน้าที่การงานที่ตนปฏิบัติในการนำมาสู่การพัฒนางาน พัฒนาคน และพัฒนาสังคมอีกด้วย

ผลกระทบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อบทบาทของครู

ครูเปรียบเสมือนที่ปรึกษา กล่าวคือ หน้าที่และบทบาทของครูผู้สอนจะเปลี่ยนจากการบรรยายหน้าชั้นเรียนเพียงอย่างเดียวมาเป็นการกล่าวนำเข้าสู่บทเรียนและทำหน้าที่เป็นเพียงผู้แนะนำ ให้คำปรึกษา และแก้ปัญหาให้แก่ผู้เรียนเท่านั้น

ความหลากหลายของวิชาชีพในการสอน กล่าวคือ การสอนด้วยคอมพิวเตอร์โดยผ่านเครือข่าย (Network) ทำให้ครูผู้สอนมีหน้ารับบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไป  เพราะผู้เรียนมีความสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจระหว่างผู้เรียนและผู้สอนได้  โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในชั้นเรียนเสมอไปรูปแบบการเรียนการสอนจึงเป็นแบบส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น ซึ่งรูปแบบนี้ครูคนเดียวสามารถแนะนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยววิชาชีพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนนั้น ๆ ได้ ดังตัวอย่าง เช่น ครูผู้สอนเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์พื้นฐานก็สามารถให้คำแนะนำวิธี การใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐานให้แก่ผู้เรียนเพียงอย่างเดียว ผู้เรียนก็จะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาของตนได้หลายสาขา วิชาจากเหตุผลที่กล่าวมาแล้วแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศไม่เพียงแต่มี ผลกระทบต่อระบบการเรียนซึ่งหมายถึงการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ต้องคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเองได้ เท่านั้น หากมีผลกระทบถึงบทบาทและหน้าที่ของครูผู้ทำการสอนอีกด้วย

          ดังนั้นจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ การถ่ายทอดความรู้จากครู มาสู่  การเน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือสร้างความรู้ ดังนั้น การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือสื่อมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากการสอน  หรือการถ่ายทอดโดยครูผู้สอน  หรือสื่อการสอนมาสู่การเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางที่ให้ความสำคัญต่อการ เรียนรู้ของผู้เรียน โดยผ่านการปฏิบัติ ลงมือกระทำด้วยตนเอง  การพัฒนาศักยภาพทางการคิด  ตลอดจนการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง  ดังนั้น  ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนวางแผน ดำเนินการ และการประเมินด้วยตนเอง  
 
http://www.learners.in.th/blogs/posts/424248

 ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างรวดเร็วมีผลกระทบต่อระบบการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะเทคโนโลยีมีส่วนช่วยขยายโอกาสทางการศึกษาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเรียนรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น บทเรียนสำเร็จรูป บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) มัลติมีเดีย การจัดการศึกษาทางไกลการสืบค้นข้อมูลจากออนไลน์รูปแบบ  ต่าง ๆ นอก  จากนี้สื่อยังช่วยตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียน  ที่มีความแตกต่างระหว่างบุคคลและชุมชน  ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ  โดยนำเอาสื่อช่วยสอนมาใช้  นอกจากนี้แนวโน้มของสื่อเทคโนโลยี ต่าง ๆ จะมีขนาดเล็กลงมีราคาถูกลงและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เครือข่ายคอมพิวเตอร์มีความสามารถและเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารมาก ยิ่งขึ้นตลอดจนมีบทบาทต่อระบบการศึกษาทั้งในและนอกระบบ ในการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

http://socialtht.blogspot.com/2011/01/blog-post_834.html